Oligopoly Market คืออะไร เมื่อคู่แข่งน้อยไม่ได้แปลว่าง่าย !
ย้อนกลับไปในอดีต ตลาดผูกขาดหรือ Monopoly เคยเป็นรูปแบบธุรกิจที่ครองโลก แต่ด้วยกฎหมายป้องกันการผูกขาดที่เข้มงวดขึ้น ทำให้เกิดการแตกตัวของธุรกิจใหญ่สู่รูปแบบ Oligopoly Market หรือตลาดผู้ขายน้อยราย
หลายคนอาจคิดว่า การมีคู่แข่งเพียงไม่กี่ราย เท่ากับมีโอกาสทางธุรกิจที่มากกว่า แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม ! เมื่อตลาดถูกแบ่งระหว่างผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย การแข่งขันกลับทวีความเข้มข้นขึ้นหลายเท่าตัว ด้วยงบประมาณมหาศาล กลยุทธ์ที่ซับซ้อน และการลงทุนในนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ทำความเข้าใจกันก่อน Oligopoly Market คืออะไร ?
ตลาดผู้ขายน้อยราย หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Oligopoly Market คือ โครงสร้างตลาดที่มีผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยทั่วไปมักจะมีตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป แต่ไม่เกิน 10 ราย ซึ่งแต่ละรายจะมีส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ในสัดส่วนที่สูงพอสมควร ทำให้การตัดสินใจหรือการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจของผู้ประกอบการแต่ละรายส่งผลกระทบต่อตลาดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
ลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งของตลาด Oligopoly คือ ผู้ประกอบการแต่ละรายมักจะมีอำนาจในการกำหนดราคาและควบคุมปริมาณการผลิตได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถทำได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนในตลาดผูกขาด เนื่องจากยังต้องคำนึงถึงการตอบโต้จากคู่แข่งรายอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ การเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการ Oligopoly Market ในไทยยังทำได้ยาก เนื่องจากมีอุปสรรคหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินลงทุนที่สูง ความจำเป็นในการมีเทคโนโลยีหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและการขอใบอนุญาตต่าง ๆ
ตัวอย่างที่น่าสนใจของธุรกิจที่อยู่ใน Oligopoly Market ในไทย พร้อมสิ่งที่แต่ละอุตสาหกรรมต้องเผชิญ
ในประเทศไทย มีหลายอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างตลาดผู้ขายน้อยราย ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมก็มีความท้าทายและลักษณะการแข่งขันที่แตกต่างกันออกไป โดย Oligopoly Market ตัวอย่างเช่น
ตลาดเบียร์ไทย
เมื่อพูดถึงตลาดผู้ขายน้อยราย ตัวอย่างสินค้าที่ชัดเจน ได้แก่ เบียร์ เนื่องจากมีผู้เล่นหลักเพียงไม่กี่ราย นำโดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ (สิงห์) และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ (ช้าง) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 90% โดยความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมนี้คือข้อจำกัดด้านกฎหมายที่เข้มงวด ทั้งเรื่องการโฆษณา การขออนุญาตผลิต และการกระจายสินค้า ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่แทบไม่มีโอกาสเข้าสู่ตลาด
ตลาดสายการบิน
ตลาดสายการบินในประเทศไทยมีการแข่งขันที่น่าสนใจระหว่างผู้ให้บริการหลักไม่กี่ราย ทั้งการบินไทย ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ และไทยไลอ้อนแอร์ ซึ่งแต่ละสายการบินต้องเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนที่สูง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาเครื่องบิน และการลงทุนในฝูงบิน นอกจากนี้ ยังต้องรับมือกับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น วิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจการบินอีกด้วย
ตลาดแพลตฟอร์ม E-Commerce
แม้จะเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหม่ แต่ E-Commerce ในไทยก็มีลักษณะของ Oligopoly คือ มีเพียงผู้เล่นหลักไม่กี่รายอย่าง Shopee, Lazada และ JD Central ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด และมีความท้าทายหลักคือการลงทุนในระบบโลจิสติกส์ การทำการตลาดที่ต้องใช้งบประมาณสูง และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค รวมถึงการรักษาฐานลูกค้าท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือด
ตลาดเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ
ตลาดโทรคมนาคมในไทยมีผู้ให้บริการหลักเพียง 3 ราย คือ AIS, DTAC และ TRUE โดยแต่ละรายต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล ทั้งเสาสัญญาณ การประมูลคลื่นความถี่ และการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ความท้าทายสำคัญคือการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง การรักษาคุณภาพบริการ และการหารายได้เพิ่มเติมจากบริการดิจิทัลต่าง ๆ
แอปพลิเคชันเดลิเวอรี
ตลาดฟูดเดลิเวอรีในไทยมีผู้ให้บริการหลักอย่าง Grab, foodpanda และ LINE MAN ที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยความยากของอุตสาหกรรมนี้คือการสร้างความสมดุลระหว่างรายได้และต้นทุน การรักษาคุณภาพบริการ การดูแลไรเดอร์ และการแข่งขันด้านโปรโมชันที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้วย
ทำไมธุรกิจที่อยู่ใน Oligopoly Market ถึงต้องลงทุนหนักกว่าที่คิด ?
หลายคนอาจเข้าใจว่าการทำธุรกิจในตลาดผู้ขายน้อยรายจะง่ายกว่าตลาดทั่วไป แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เพราะตลาด Oligopoly นั้นมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย มาดูกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
Barrier to Entry สูงลิบ
การที่ Oligopoly Market คือตลาดผู้ขายน้อยรายไม่ใช่เพราะไม่มีใครอยากเข้ามาแข่งขัน แต่เป็นเพราะมีอุปสรรคมากมายในการเข้าสู่ Oligopoly Market ตัวอย่างเช่น
- เงินลงทุนเริ่มต้นมหาศาล อย่างในธุรกิจโทรคมนาคม ต้องลงทุนในโครงข่าย เสาสัญญาณ และการประมูลคลื่นความถี่ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
- ต้องลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนาระบบ 5G ในธุรกิจโทรคมนาคม หรือการพัฒนาแพลตฟอร์มในธุรกิจ E-Commerce
- ข้อกำหนดด้านกฎหมาย ต้องมีการขอใบอนุญาต ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน และปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด ซึ่งมีทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องใช้ในการดำเนินการ
การแข่งขันที่ดุเดือดกว่า
แม้จะมีเป็นตลาดผู้ขายน้อยราย แต่การแข่งขันใน Oligopoly Market กลับรุนแรงกว่าตลาดทั่วไปด้วยซ้ำ เนื่องจาก
- การแข่งขันด้านการตลาด ต้องทุ่มงบโฆษณาและโปรโมชันมหาศาล เช่น การแข่งขันของแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่ต้องให้ส่วนลดและโปรโมชันอย่างต่อเนื่อง
- ต้องลงทุนในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน
- การรักษาส่วนแบ่งตลาด เพราะเมื่อมีส่วนแบ่งตลาดสูง การรักษาฐานลูกค้าก็ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นตามไปด้วย
ความคาดหวังของผู้บริโภคสูงกว่าตลาดทั่วไป
การเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดทำให้ต้องรับมือกับความคาดหวังที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
- มาตรฐานการบริการ ผู้บริโภคคาดหวังบริการระดับพรีเมียม เช่น ในธุรกิจสายการบิน ต้องรักษามาตรฐานความปลอดภัยและการบริการในระดับสูงตลอดเวลา
- การรับผิดชอบต่อสังคม ต้องลงทุนในกิจกรรม CSR และการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ดี
- การรับมือกับวิกฤต เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคคาดหวังการแก้ไขที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น กรณีระบบล่มของธนาคาร หรือปัญหาสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง
การเป็นผู้เล่นในตลาด Oligopoly นั้นอาจดูเหมือนมีความได้เปรียบจากการมีคู่แข่งน้อยราย แต่ความจริงแล้ว ตลาดผู้ขายน้อยรายก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย เพราะต้องทุ่มเททรัพยากรและความพยายามมากกว่าที่หลายคนคิด เพื่อรักษาความเป็นผู้นำและตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น คำตอบของคำถามที่ว่า “คู่แข่งน้อยกว่าจะขายได้ง่ายกว่า จริงไหม ?” จึงเป็น “ไม่จริง” อย่างชัดเจน เพราะความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่จำนวนคู่แข่ง แต่อยู่ที่ขนาดของการลงทุนและความคาดหวังของตลาดที่สูงลิ่วนั่นเอง
Loading...